วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Pimples on my luck.


 รู้หรือไม่ว่า...สิวไม่เพียงแต่บั่นทอนบุคลิกภาพของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นอันตรายต่อชีวิตรักด้วยถ้าอยู่ในจุดที่เกี่ยวกับสัมพันธภาพ คุณจะพบพานเรื่องดีๆ ร้ายๆ กับคนผู้เป็นที่รักมากขึ้น ถ้าช่วงระยะไหนเกิดมีสิวขึ้นมาที่จุดสำคัญ สิวที่ส่วนต่างๆ บนใบหน้าในแต่ละที่จะบ่งความหมายแตกต่างกันไป และคุณควรเตรียมใจรับเรื่องรันทดในคราวที่เกิดสิวขึ้นตรงนั้น
  •  สิวขึ้นบริเวณตรงหว่างคิ้ว - อารมณ์เสียง่าย
         คุณจะพยายามจับผิดเขา/เธอ อย่างบ่อยที่สุดที่จะทำได้ คุณทั้งสองจึงอารมณ์เสียง่าย แถมสิ่งที่แย่สุดก็คือ...ต่อให้คู่รักของคุณเข้ามาปลอบโยน คุณก็ยังกล่าวโทษเขาหรือเธออย่างไม่เลิกราอยู่ดี


  •  สิวขึ้นบริเวณในคิ้วตรงช่วงปลาย - การทะเลาะเบาะแว้ง  

         คุณสองคนจะทะเลาะกันโดยไร้เหตุผล และมีอารมณ์ร้ายสุดๆ เอาแต่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า โดยสิวที่ปลายคิ้วซ้ายด้านในหมายถึงปัญหาที่เกิดจากฝ่ายชาย ขณะที่สิวที่เกิดคิ้วขวาด้านในหมายถึงปัญหาเกิดจากฝ่ายหญิง

  • สิวขึ้นบริเวณ มุมหัวตา - ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีสัมพันธ์รัก
         คุณจะต้องพบกับความยุ่งยากที่สุดในความสัมพันธ์ และอาจเกี่ยวพันกับรักสามเส้าได้ โดยสิวที่มุมหัวตาซ้ายหมายถึงฝ่ายหญิงไปมีนัดควงกับชายอื่น ในขณะที่สิวตรงมุมหัวตาขวาหมายถึงฝ่ายชายไปมีสัมพันธ์รักกับสาวอื่น

  • สิวขึ้นบริเวณมุมหางตา - สุขภาพไม่ดีและอารมณ์อ่อนไหวย่ำแย่

         สุขภาพทั้งกายและใจของคุณจัดว่ากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง การทะเลาะกันเป็นประจำทุกวันนับเป็นความเครียดต่อทั้งสองฝ่าย สิวที่มุมหางตาซ้ายหมายถึงฝ่ายชายจะล้มป่วย ส่วนสิวที่มุมหางตาขวาหมายถึงฝ่ายหญิงป่วย แต่ปัญหาเจ็บป่วยนั้นเป็นอาการประเภทเล็กน้อยไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก เช่น เจ็บคอ จับไข้ เป็นหวัด และคุณจะกลับมาสบายดีเมื่อสิวหายไป ...น่าสนใจไหมครับสำหรับภูมิปัญญาของจีนโบราณ ที่สามารถบอกได้อย่างแม่นยำเช่นนี้

  •  สิวขึ้นบริเวณดั้งสันจมูก - การทะเลาะเบาะแว้ง
         จัดเป็นบริเวณของความสัมพันธ์ฉันท์คู่ครอง และสิวที่บังเกิดตรงนี้หมายถึงคุณสองคนจะทะเลาะเบาะแว้งกันทั้งวัน ซึ่งคุณอาจต้องรอให้สิวหายถึงจะหยุดลั่นกระสุนใส่กันได้

  •  สิวขึ้นบริเวณกลางจมูก - ป่วยด้วยกัน
         สิวที่บริเวณกระดูกจมูกเป็นสัญญาณถึงการล้มเจ็บ โดยที่โรคภัยไข้เจ็บจะส่งผ่านไปถึงอีกคนด้วย โชคดีที่เป็นแค่การป่วยไข้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เช่น เป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ถ้าสิวอยู่ตรงกระดูกจมูกส่วนบน เจ้าตัวจะป่วยเอง แต่ถ้าสิวอยู่ที่กระดูกจมูกส่วนล่าง บ่งว่าแฟนของผู้นั้นจะเจ็บป่วย ดังนั้น...โปรดระงับพฤติกรรมสนิทชิดใกล้กันไปสักพักก่อน รีบไปรักษาตัวเองให้หาย แล้วค่อยกลับไปเจอคนรัก

  •  สิวขึ้นบริเวณเหนือริมฝีปากบน - ชีวิตเซ็กซ์ย่ำแย่
         สิ่งนี้มีความสำคัญสำหรับชีวิตสมรส เนื่องจากสิวที่จุดนี้กำลังบอกโลกทั้งโลกว่า...คุณมีชีวิตเซ็กซ์ที่ใช้การไม่ได้ ซึ่งอาจชักนำไปสู่วิกฤตในชีวิตรัก ถ้าคุณต้องการปกป้องรักษาเอาไว้ ก็ควรรู้จักการปลดปล่อยตนเองและรื่นรมย์กับเรื่องบนเตียงมากขึ้น หาความรู้เพิ่มเติมในเรื่องวิธีการที่จะทำให้คนรักมีความสุขกับการเสพสมมากกว่าเดิม ซึ่งเดี๋ยวนี้ในอินเตอร์เนตก็มีเรื่องอย่างว่าให้ค้นคว้าออกจะดาดดื่น แต่ถ้ายังไม่แต่งงาน...เรื่องอย่างว่านี้ก็คงถือว่าไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไร

  •  สิวตรงจุดวัยของคุณ - สัญญาณหลักที่บ่งบอกการเลิกร้าง
         คุณไม่จำเป็นต้องกังวลถ้ามีสิวอยู่เต็มหน้า เฉพาะเวลาที่เกิดสิวขึ้นมาบริเวณจุดที่ตรงกับช่วงอายุของคุณเท่านั้นที่จัดว่าไม่ดีจริงๆ ที่อาจถึงขั้นเลิกร้างกันไปได้ง่ายๆ ลองดูตารางข้างล่างประกอบกับตัวอย่าง เช่น สิวตรงกลางจมูกก็จะไม่ดีมากๆ ถ้าคุณอายุอยู่ระหว่าง 41-44 ปี แต่ถ้าตอนนี้คุณไม่ได้อยู่ในวัยดังกล่าว ปัญหาก็คงไม่ได้เป็นเรื่องร้ายแรงอะไร

  • สิวขึ้นบริเวณจุดแห่งวัย - ช่วงของวัย
         กลางหว่างคิ้ว 28
 
         คิ้ว 31-34

         ดวงตา 35-40
 
         จมูก 41-44
 
         ริมฝีปากบน - ทุกวัย
 
         ใครที่สนใจอยากที่จะเรียนรู้วิชาโหงวเฮ้งซึ่งเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่ได้สั่งสมเพาะบ่มและเจียรนัยกลั่นกรองออกมาเป็นองค์ความรู้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษานำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตของตนเอง ก็ลองเข้าไปหาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ของสถาบันวิชาการฮวงจุ้ย (ประเทศไทย) 




ขอบคุณข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com

วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Removing dark spots from acne with apple green.

อย่าได้รอช้าเรามาทำกันเลยดีกว่า
  •     เริ่มต้นด้วย การล้างหน้าให้สะอาด ใช้ผ้าซับให้แห้ง
  •     จากนั้นนำเนื้อแอปเปิ้ลเขียวครึ่งผล ผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ บดรวมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกัน
  •     ทาให้ทั่วใบหน้า เน้นบริเวณที่เป็นแผลเป็น
  •     ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วล้างออก
สูตรนี้สามารถทำได้ทุกวันน่ะครับ เพียงเท่านี้รอยด่าดำจากสิวก็จะจางลง นำไปทดลองใช้กันได้น่ะจ๊ะ





ขอบคุณข้อมูลจาก  กระปุกดอทคอม

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Pimple treatment with lemon juice.


เชื่อว่าหลายคนคงเคยเป็นสิวหัวช้างมาก่อน และรับรู้ถึงความเจ็บปวดของการเป็นสิวหัวช้างมาบ้างแล้ว สำหรับท่านใดที่กำลังมองหาวิธีรักษาสิวหัวช้างอยู่ วันนี้เรามีวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ โดยใช้น้ำมะนาวสดมาช่วยในการรักษาสิวหัวช้างเพื่อนๆ สามารถนำไปทดลองใช้กันได้น่ะจ๊ะ

เรามาดูวิธีรักษาสิวหัวช้างด้วยน้ำมะนาวสดกันเลย สิ่งของที่ต้องเตรียม มีดังนี้
  • มะนาวสด 1 ลูก บีบเอาแต่น้ำ แยกเม็ดออก
  • สำลีพันปลายไม้




วิธีรักษาสิวหัวช้างด้วยน้ำมะนาวสด
      นำสำลีพันปลายไม้ที่เตรียมไว้ จุ่มน้ำมะนาวสด และนำไปแตะและทารอบๆ บริเวณที่สิวหัวช้างเกิด โดยทำทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ติดต่อกันตลอดทั้งวัน ถ้าหากเป็นช่วงเวลาตอนกลางคืนให้ทาทิ้งไว้เลย และตอนตื่นเช้ามาให้รีบนำน้ำมะนาวสดมาแตะอีก ทุกๆ 30 นาทีเหมือนเดิม

ผลลัพธ์ของการรักษาสิวหัวช้างด้วยน้ำมะนาวสด
หากเราทำอย่างต่อเนื่อง สิวหัวช้างจะค่อยๆ ยุบตัวลงภายใน 9 ชั่วโมง

ยังไงก็ลองนำไปทดลองทำดูน่ะจ๊ะ




ขอบคุณข้อมูลจาก  acnethai.com

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Treat Your Acne With Yoga

เขียนและเรียบเรียงบทความโดย acnes-blog.blogspot.com

สาวๆรู้มั๊ยว่าเราสามารถรักษาสิวด้วยโยคะ  เป็นเรื่องจริงน่ะจ๊ะเพียงแค่เราลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันนิดๆหน่อย  ก็สามารถรักษาสิวเจ้าปัญหาได้ไม่ยากจ๊ะ


สาเหตุของการเกิดสิวส่วนหนึ่งมาจากสภาพจิตใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวล  การมองตัวเองในแง่ร้าย  หรืออะไรก็ตามที่เป็นความคิดเชิงลบจนความคิดนั้นมันฝังลึกลงไปในจิตใจ

ทุกคนก็น่่าจะทราบดีอยู่แล้วเกี่ยวประโยชน์ของโยคะนั้นมีมากจริงจริง  แต่ส่วนที่ดีที่สุดนั้นคือการได้ปลดปล่อยความเครียดออกไป  ดังนั้นสาวๆทุกคนควรเล่นโยคะกำหนดลมหายใจซึ่งเป็นการกำหนดจิตไม่ให้คิดฟุ้งซ้าน  แหม่ๆเจ้าโยคะนี้มันดีจริงๆน่ะจ๊ะ  ไม่ใช่แค่รักษาสิวเท่านั้นน่ะยังช่วยให้การดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างมีความสุข  (ก็ชีวิตที่ปราศจากความเครียดอ่ะน๊ะ)

การรักษาสิวด้วยโยคะนั้น ต้องมีพื้นฐานที่สสมดุลร่วมกันระหว่างจิตใจและร่างกาย  ดังนั้นสาวๆต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยน่ะ อย่าลืมไปล่ะ  อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ในการรักษาสิวด้วยวิธีนี้  สาวๆต้องดูแลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษน๊ะจ๊ะ  ล้างมือให้บ่อยเท่าที่จะทำได้  ให้ดีกว่าอย่านำมือมาสัมผัสกับใบหน้าเลยจะดีกว่า  เพราะว่ามือเราเป็นอะไรที่เชื้อโรคเย๊อะมากจริงๆ  และที่สำคัญ ห้ามเลยน่ะ  อันนี้ห้าม  นั้นคือการบีบสิว  เพราะจะทำให้สิวเกิดการติดเชื้อและการเป็นสิวอักเสบได้อีก

เรื่องสุดท้ายสำหรับการรักษาสิว  ไม่ว่าคุณจะรักษาสิวด้วยวิธีใดก็ตามความงามภายนอกย่อมออกมาจากข้างใน  การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในแต่ละวันนั้นเป็นสิงที่สำคัญไม่แพ้กัน  เลิกการทานอาหารทอดๆมันๆ  หรืออะไรก็ตามที่อร่อยแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ  แล้วหันกลับมาเน้นมากทานผักและผลไม้สะมากกว่า  อย่างลืมดื่มน้ำให้เกิน 8 แก้วต่อวันเพื่อปรับสมดุลน้ำในร่างกายน๊ะจ๊ะ

ไงล่ะ  อ่านบทความนี้แล้ว  สาวๆคงต้องรีบบึ้งไปเรียนโยคะกันเลยทีเดียว





วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Removing dark spots from acne with green beans.

พูดถึงถั่วเขียว  ไม่ได้ให้เอามาต้มทานกันน่ะจ๊ะ  แต่จะให้เอามาขัดผิว ไม่ว่าจะเป็นรอยด่างดำจากการบีบสิว หรือจากการต้องออกแดดบ่อย ๆ รวมไปถึงรอยแผลที่เกิดจากผื่นคันตามร่างกาย เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่น่าพิสมัยสำหรับผิวเนียนใสของสาว ๆ อย่างแน่นอน
           แต่จะมีวิธีไหนล่ะ ที่จะทำให้รอยด่างดำเหล่านี้หายไป โดยไม่เกิดผลข้างเคียง และที่สำคัญ คือ ประหยัด และประหยัดจ๊ะ
           คำตอบของคำถามนี้ก็คือ ถั่วเขียว เพราะนอกจากถั่วเขียวจะเป็นอาหารที่ทานแล้ว สามารถเยียวยาสารพัดอาการได้แล้ว ยังนำมาทาเป็นยาบำรุงผิวเพื่อลบรอยด่างดำที่อาจเกิดจากสิวให้จางหายไปได้อีกด้วยถั่วเขียว



           วิธีการก็ง่าย ๆ เลยดังนี้
  • 1.เตรียมส่วนผสมให้ครบครัน ได้แก่ ถั่วเขียว 3 ช้อนโต๊ะ มันฝรั่ง 1 หัว น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
  • 2.นำถั่วเขียวและมันฝรั่งมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปต้มจน สุก แต่ไม่ต้องถึงกับเปื่อย จากนั้นนำถั่วเขียวและเนื้อมันฝรั่งที่ได้มาบดรวมกัน โดยไม่ต้องให้ละเอียดนัก เติมน้ำมันมะกอกลงไป ผสมจนเข้ากันดี
  • 3.นำส่วนผสมที่ได้มาขัดผิวกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มีจุดด่างดำ โดยใช้เวลาขัดประมาณ 5 นาที ส่วนผสมที่มีเนื้อและเปลือกถั่วเขียวที่บดหยาบ ๆ ผสมกับเส้นใยของมันฝรั่งบด จะช่วยขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ช่วยในการผลัดเซลล์ผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิม
  • 4.เมื่อขัดเสร็จแล้ว ก็ให้ไปอาบน้ำ หรือล้างออกด้วยสบู่ และควรทำเช่นนี้ทุกสัปดาห์ รอยด่างดำจะค่อย ๆ เลือนหายไป

ขอบคุณข้อมูลจาก  http://thaiacneclear.blogspot.com

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Anti acne supplement.

อาหารเสริมต้านสิว

ปัจจุบัน ปัญหาสิวก็ยังเป็นปัญหายอดฮิตที่รบกวนผิวพรรณ และจิตใจของวัยรุ่นอยู่เป็นอย่างมาก ได้มีผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายยี่ห้อ ที่นำออกมาวางตามท้องตลาดไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์ล้างหน้า โลชั่นป้องกันสิว ครีมแต้มสิว นอกจากนี้ยารับประทานในกลุ่มรักษาและป้องกันสิว เช่น ยารับประทานกลุ่ม เรตินอยด์ เช่น roaccutane,acnotin หรือยาคุมกำเนิด Dian-35 ก็เป็นที่นิยมทั้งที่คลินิกผิวหนัง หรือตามร้านขายยาต่างๆ
กลุ่มอาหารเสริมต้านสิว ที่มีสรรพคุณรักษาสิว ประกอบไปด้วย


  • 1. L-Optizinc 75 มก. ( ซึ่งให้สังกะสี 15 มก.ต่อแคบซูล)พอดีกับที่ร่างกายต้องการต่อวัน ) เป็นสังกะสีที่ผสมกับ Methionine ซึ่งช่วยการดูดซึมของสังกะสีเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น โดยเราทราบว่า สังกะสี มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของสิวและป้องกันการเกิดสิวได้ถึง 70 % ซึ่งใกล้เคียงกับยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตร้าซัยคลิน นอกจากนี้ สังกะสีช่วยให้เซลล์สามารถจับกับวิตามินเอได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายได้ใช้ประโยชน์จากวิตามินเอได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยรักษาสมดุลย์ของปริมาณไขมัน ในร่างกายควบคุมปัญหาการเกิดการอุดตัน ของไขมันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว
  • 2. Chromium Picolinate 1.04 มก. (ซึ่งให้แร่ธาตุโครเมียม 130 ไมโครกรัมต่อเม็ด) มีผลในการปรับสภาพผิวและช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น โดยอยู่ในรูป Chromium Picolinate ซึ่งถือว่าเป็น form ที่สามารถดูดซึม Chromium ผ่านทางเดินอาหารของมนุษย์ได้ดีกว่า โครเมียม(Chromium) รูปแบบอื่นๆ
  • 3. วิตามินซี 60 มก. เพื่อป้องกันและรักษารอยดำที่เกิดขึ้น จากการหายของสิวอักเสบ ป้องกันอันตรายจากแสงแดด UV
  • 4. วิตามินอี 15 หน่วยสากล เพื่อป้องกันและรักษาแผลเป็นที่อาจจะเกิดขึ้น จากการหายของสิวอักเสบ

  • 5. สารสกัดจากสาหร่ายซาลีน่า (Phytosphingosine) 20 มก. ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย P.acne ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวอักเสบ 
ขอบคุณข้อมูลจาก http://clinicneo.co.th

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Treatment with Mangosteen powder mill.

นำเปลือกมังคุดบดผงมารักษาสิวได้จริง  ไม่เชื่อลองดูค่ะ

"มังคุด"ผลไม้ที่ถูกยกย่องให้เป็น ราชินีของผลไม้ แต่นอกเหนือจากความอร่อยของเนื้อในมังคุดแล้ว เปลือกของมังคุดนั้น คนไทยเรายังได้รู้จักนำเอาเปลือกไปใช้ประโยชน์เป็นยารักษาโรคมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการนำเอาเปลือกมังคุดมาใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง สรรพคุณที่โดดเด่นของเปลือกมังคุดที่เรารู้จักใช้กันมานานคือการใช้เปลือกมังคุดในการรักษาโรคผิว สิวต่างๆ บรรเทาอาการผดผื่น โดยใช้เปลือกมังคุดแห้งมาต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมังคุดทาบริเวณที่มีอาการ และด้วยคุณสมบัติดังกล่าวนี้เอง เปลือกมังคุดจึงถูกดึงมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สบู่ที่ช่วยบรรเทาโรคผิวหนัง สบู่รักษาสิวฝ้า ซึ่งเป็นที่นิยม
จริงๆแล้วเปลือกมังคุดได้รับการพิสูจน์และยืนยัน จากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ค้นพบว่า รสฝาดในเปลือกมังคุดมีสารที่เรียกว่า แทนนิน(tannin)ซึ่งมีฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น สารแซนโทน(Xanthon)ช่วยยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนังได้ และสารที่มีชื่อเรียกเฉพาะชื่อเดียวกับมังคุดว่า แมงโกสติน (Mangostin) มีฤทธืช่วยลดการอักเสบ และต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง



ผลวิจัยจะพบว่าเปลือกมังคุด เปลือกทับทิม มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มาก มีคุณสมบัติการต้านอนุมูลอิสระที่เหมาะสมมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ และพบว่าเปลือกมังคุดประกอบด้วยสารธรรมชาติ GM-1 ซึ่งมี คุณสมบัติเด่น 4 ประการ คือ
1. ระงับการเจริญของเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุสิว
2. ต้านการอักเสบ
3. ต้านอนุมูลอิสระ
4. ช่วยสมานผิว กระชับรูขุมขน

วิธีใช้ ใช้ ผสมน้ำเปล่าเท่านั้นอย่าให้ข้นหรือใสเกินไป พอกหน้าจนแห้งแล้วล้างออก หรือแต้มหัวสิวหนอง ยุบทันใจใน1-2วัน


ขอบคุณข้อมูลจาก oknation.net

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

10 for treatment of inflammatory acne.

ลองใช้ดูนะจ๊ะ...ประหยัดดีด้วย แถมอาจได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถม
นี้อาจจะไม่ใช่วิธีรักษาสะทีเดียว แต่ก็บรรเทาอาการของสิวอักเสบไปได้บ้าง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยนะจ๊ะ

วิธีรักษาสิวอักเสบ หรือสิวที่มีสีแดง
      อย่างที่บอก สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ(ลงโทษ) แต่เมื่อเป็นสิวแล้ว ก็จะทำให้เรามีความมั่นใจน้อยลง โดยส่วนตัวของดิฉัน ค่อนข้างจะเป็นคนที่ไม่ค่อยรักษาความสะอาด จนใบหน้าเริ่มเป็นสิว เมื่อเป็นไปประมาณสักพักใหญ่ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหาย แต่กลับเป็นมากขึ้น จึงลองไปปรึกษาคุณหมอ แต่เนื่องด้วยดิฉันอายุยังน้อย และยาที่คุณหมอให้มานั้นแรงมาก และมีราคาแพง ดิฉันจึงเลิกใช้ และหันมาลองใช้เครื่องสำอางยี่ห้อดังๆที่รัษาสิว แต่ก็ไม่หายสักที จึงหันมาพึ่งสมุนไพรแทน และถ้าเพื่อนๆคนไหนเป็นสิวลองเอาไปใช้ดูนะคะ แต่ของอย่างนี้มันต้องใช้เวลาค่ะ
  •   1. ลองหาซื้อสบู่ล้างหน้า แต่ต้องเป็นสบู่สมุนไพรที่สกัดจากเปลือกมังคุดเท่านั้นนะคะ
  •  2. ห้ามนอกดึกเด็ดขาด ควรเข้านอนก่อน 4 ทุ่มดีที่สุดค่ะ และตื่นหลัง 6 โมงเช้านะคะ
  •  3. ห้ามใช้เครื่งสำอางที่แรงเกินไป หันมาใช้ครีมทาหน้าอ่อนๆ เช่น เภสัชก็ได้ค่ะ
  •  4. ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอาบน้ำ ก็ขอให้ล้งหน้าทุกเช้าและก่อนเข้านอนก็พอค่ะ
  •  5. เวลาที่คุณเข้านอนไม่ควรทาครีมใดๆ ควรล้างหน้า เช็ดให้แห้ง และเข้านอนทันทีค่ะ
  •  6. เวลาที่ล้างหน้าไม่ควรถูแรงๆ เพราะอาจจะเป็นสาเหตุของการเกิดสิวอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้นและเป็นหนองเพิ่มขึ้นค่ะ
  •  7. อย่าปล่อยให้หน้ามัน ควรใช้กระดาษซับหน้า แบบเบามือ
  • 8. อย่าใช้ผ้าเช็ดหน้ากดทับบริเวณที่สิวอักเสบ 
  •  9. อย่าใช้มือแกะ เกาบริเวณที่เป็นสิว 
  •  10. อย่าเครียด หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

      ทั้งหมดนี้เป็นวิธีที่ฉันใช้เป็นประจำ ได้ผลจริงๆค่ะ เพื่อนๆก็ลองนำไปใช้ดูนะคะ แต่อย่าลืมว่าผิวหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ ทางที่ดีควรใช้ผลิตภัณท์ดูแลผิวติดต่อกัน ไม่ควรเปลี่ยนยี้ห้อไปเรื่อยๆนะคะ






ขอบคุณข้อมูลจากhttp://thaiacneclear.blogspot.com

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Topical treatment of acne.

แม้สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้าลองได้เป็นแล้วก็อยากให้หายเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะขนาดของเม็ดสิวยิ่งใหญ่มากเท่าไหร่ ความมั่นใจก็จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น แต่ทำอย่างไรดีล่ะ อยากให้มีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยด่วนจี๋ที่สุดเลย
          นึกออกแล้ว ยาทารักษาสิวไง แต่จะใช้อย่างไรให้ปลอดภัยไปฟัง จาก พญ.กานต์ชนก พานิช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงามกันค่ะ

          มาทำความรู้จักยารักษาสิวกัน ยาทารักษาสิวที่วางขายมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น

          1. ยาทารักษาสิวชนิดฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หลักการทำงานของยาทารักษาสิวชนิดนี้คือ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มปฏิชีวนะ คลินด้ามัยซิน (Clindamycin), อีริโธรมัยซิน (Erythromycin), เมโธนิดาโซล (Metronidazole)

          2. ยาทารักษาสิวชนิดผลัดผิวเซลล์ หลักการทำงานคือลดการอุดตันของสิว ทำให้สิวมีขนาดเล็กลง และละลายไขมันอุดตัน ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ, กลุ่ม AHA และ BHA, กลุ่มอะเซลาอิกแอซิค (Azelaic Acid) ซึ่งจะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคด้วย และยาทารักษาสิวกลุ่มเบนซอยด์ (Benzoyl)

          3. ยาทารักษาสิวชนิดลดการอักเสบของสิว ยากลุ่มนี้ใช้เพื่อลดการอักเสบบวมแดงของสิว ได้แก่ ยาทารักษาสิวกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) ซึ่งการใช้ควรใช้แค่พอรักษาหายแล้วหยุดทันที เพราะหากใช้นานเกินไปก็อาจเกิดผลข้างเคียงต่อผิวได้

          4. ยาทารักษาสิวกลุ่มอื่นๆ ได้แก่ กลุ่ม Resorcinol, Licorice Extract PU40, Vitamin B3, Zinc Sulfate, Zinc Oxide หรือสารจากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้หัวสิวแห้ง ลดรอยแดงของสิวและทำให้รอยสิวดูจางลง

          ใช้ยารักษาสิวอย่างไรให้ผิวสุขภาพดี

          การใช้ยาแต้มสิวติดต่อกันนานๆ สามารถใช้ได้ในบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มก็ไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้ เช่น กลุ่มยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค เพราะจะเกิดการดื้อยาของเชื้อโรคตามมา และกลุ่มยาสเตียรอยด์ ที่อาจทำให้ผิวบางและเกิดเส้นเลือดฝอย ตลอดจนอาจก่อให้เกิดสิวสเตียรอยด์ขึ้นมาได้ หรือบางกลุ่มที่ใช้นานๆ อาจมีผลข้างเคียงทำให้ผิวแห้ง แสบ แดง ได้แก่ กลุ่มยาผลัดผิวเซลล์ ดังนั้น การเลือกใช้ยาทารักษาสิวต้องรู้จักเลือกใช้อย่างถูกวิธี และมีการควบคุมสภาพผิวให้อยู่ในภาวะสมดุล คือมีความชุ่มชื้นตลอดเวลา หรือถ้าเป็นไปได้ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาสั่งจ่ายยานั้นค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจากhttp://health.kapook.com


วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

รักษาสิวหัวดำด้วยน้ำผึ้ง

รักษาสิวหัวดำด้วยน้ำผึ้ง
วันนี้มีสูตรวิธีรักษาสิวหัวดำอย่างธรรมชาติที่สามารถทำเองในที่พักอาศัยมาฝากทุกๆคน เทคนิคนี้ฝรั่งเป็นคนคิดมา ยังงัยก็ทดลองเอาไปใช้ดูได้ครับ มาดูวิธีรักษาสิวหัวดำกันได้เลยจ๊ะ
  • ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำผึ้งประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และน้ำตาลโดยประมาณ 1 ถ้วย
  • ขั้นตอนที่ 2 เคล้าคละน้ำผึ้งกับน้ำตาลเข้ารวมกัน จากนั้นเราจะได้ สครับ ที่มีส่วนประกอบระหว่างน้ำตาลและน้ำผึ้ง เนื้อ สครับ จะหยาบๆ หน่อยนะครับกับจะมีกลิ่นหอมๆ ด้วย
  • ขั้นตอนที่ 3 เอา สครับ ที่เราจัดเตรียมไว้มาถูหน้าบริเวณที่อยากรักษาสิวหัวดำ แล้วทิ้งไว้โดยประมาณ 1-2 นาที น้ำผึ้งจะช่วยเพิ่มจำนวนความชุ่มชื่นให้กับผิวด้วย เพราะน้ำผึ้งมีคุณค่าเป็น moisterizer
  • ขั้นตอนที่ 4 ต่อจากนั้นล้างหน้าให้เกลี้ยง ซับหน้าให้แห้ง สิวหัวดำจะหลุดลอกจากผิวหน้าของท่าน
ลองนำวิธีรักษาสิวหัวดำที่บอกไว้ไปลองดูนะครับ เป็นวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ ไร้สารเคมีใดๆ ปนเปื้อน ยืนยันได้ว่าไม่มีผลข้างเขียงอบ่างแน่นอนจ๊ะ



ขอบคุณข้อมูลจาก  http://ap10share.edublogs.org

แนวทางการรักษาสิวเสี้ยน


แนวทางการรักษาสิวเสี้ยน

  • 1. กรดวิตามินเอ : ที่มีบทบาทมากในการรักษาสิวเสี้ยน คือ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเข้าไปละลายการอุดตันของต่อมไขมัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสิว P.acne จึงป้องกันและทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย อาจจะใช้ในรูปของยาทา หรือทำไอออนโตด้วยกรดวิตามินเอ แต่มีข้อควรระวังก็คือ เนื่องจาก กรดวิตามินเอ มีการระคายเคืองได้ง่าย จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ผิวแห้ง ผิวลอก หน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตามินเอเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน แล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ถ้าไม่มีอาการดังกล่าว บางครั้งอาจจะผสม ไลโบโซม ซึ่งลดการระคายเคืองของกรดวิตามินเอ ทำให้สามารถทาทิ้งไว้ทั้งคืนได้ สะดวกในการใช้มากขึ้น
  • 2. Chemical Peeling: เป็นแนวทางการรักษาอีกวิธีหนึ่งกรณีที่กรดวิตามินเอไม่สามารถทำให้หลุดได้ หมด โดยใช้สารเคมีพิเศษ เช่น TCA,AHA,BHA เพื่อลอกผิวหน้า เปิดรูขุมขนหรือรูสิวเสี้ยน เพื่อง่ายต่อการกดออก หรือดึงออกด้วยครีมคีบสิวเสี้ยน
  • 3. Scottape technique: โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง แล้วค่อยดึงออก หรือ ใช้สาร Cyanoacrylate polymer glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง( ซึ่งมีส่วนประกอบของสารคล้ายคลึงกัน) ใช้ทาบน slide แล้วนำไปวางบริเวณสิวเสี้ยน แล้วดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา แต่ก็มีข้อจำกัด คืออาจจะทำให้แพ้สารเคมีนี้ได้ และกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่
  • 4. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วย Laser : ได้มีรายงานการวิจัยของนพ. วรพงษ์ มนัสเกียรติและคณะจากรพ.ศิริราช ในการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์โรคผิวหนังในปี 2545 ถึงการทำการรักษาคนไข้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยนจำนวน 13 คน โดยใช้ 800 NM Pulse Diode Laser พบว่าหลังทำจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนลดลงได้มากกว่า 50 % และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องรูขุมขนที่กว้าง ที่อาจจะทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก มีผลข้างเคียงหลังทำเพียง รอยแดงบริเวณรูขุมขนหลังทำ 2-3 วันก็หายดี
  • 5. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วยเครื่อง IPL (intense pulse light): โดยอาศัยหลักการที่สิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน ดังนั้นการ apply การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุดคู้นี้หลุดลอกออกได้ โดยเมื่อทำควบคู่กับการทำ Peeling และการทาครีมลอกสิวเสี้ยนที่ผสมวิตามินเอ และช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ได้ผลดีมาก ไม่พบผลข้างเคียง และสามารถทำได้ทุกจุดของร่างกาย
สิวเสี้ยน ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม การแก้ไขต้องควบคู่กับการป้องกัน เพราะรูขุมขนที่กว้าง ง่ายต่อการหมักหมมของสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดรูขุมขนกว้าง และการรบกวนรูขุมขน เช่น การนวดหน้า การขัดหน้า การเช็ดถูหน้าแรงๆ



ขอบคุณข้อมูลจาก http://clinicneo.co.th

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาเหตุของการเกิดสิวผด วิธีป้องกันสิวผด และการรักษาสิวผด

สิวผด คือสิวประเภทหนึ่ง ที่สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ มีลักษณะคล้ายเม็ดผดผื่นเล็กๆ และแหลม โดยพบว่า มักจะดูเรียบหรือดีขึ้นในตอนเช้า และจะเห่อๆ ในตอนบ่ายๆ ผื่นอาจมีสีแดงและคันได้ หากล้างหน้าบ่อยขึ้น มักเป็นมากขึ้น และหากรักษาไม่ถูกต้องจะเป็นมากขึ้น บริเวณที่พบได้บ่อยๆ คือ บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะ หน้าผากและขมับ


       สิวผดหรือผื่นเป็นอาการอักเสบของผิวหนังที่ เกิดจาก

สาเหตุของการเกิดสิวเสี้ยน


สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa=TSS) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมาก ตั้งแต่วัยรุ่น จนถึงวัยกลางคน เป็นความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ (Black comedone)  แต่จะมีกระจุกเซลล์ขน ( vellous telogen hair ) แทรกอยู่ด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำๆ หรือมีหนามแหลมๆยื่นออกมาทางขุมขนบริเวณจมูก หน้าผาก หรือข้างแก้ม และที่หลังบริเวณกระดูกสบัก


กลไกการเกิดของสิวเสี้ยน

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ

สิวอักเสบ คือ สิวที่มีลักษณะนูนแดงอาจจะไม่มีหัวหรือมีหัวก็ได้   
สิวอักเสบจะเกิดจากตามจุดอ่อนต่างๆ  สิวหัวช้างหรือสิวเม็ดใหญ่
สาเหตุของการเกิดสิวอักเสบ
        1.ปัจจัยภายในร่างกาย

สาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน

สิวอุดตัน (Non-inflammatory ance หรือ Comedone ) เป็นประเภทของสิวที่พบได้บ่อย มากกว่า 70 %ของปัญหาสิว ซึ่งพบได้ทุกกลุ่มอายุ ทุกเพศ แต่ส่วนใหญ่จะพบในวัยรุ่น และวัยหนุ่มสาว เกิดได้บ่อยบริเวณใบหน้า ลำคอ และลำตัว(โดยเฉพาะที่หลัง) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมัน Sebaceous gland จำนวนมาก 

สาเหตุของการเกิดสิวอุดตัน
1. ต่อมไขมัน

วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

สิว

Acne หรือสิว 


 สิว
สิว เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อยโดยเฉพาะวัยรุ่น ต้ำแหน่งที่พบสิวจะเป็นตำแหน่งที่มีต่อมไขมันมาก เช่นใบหน้า หน้าอก หลัง สาเหตุที่แท้จริงไม่มีใครทราบ แต่เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่วนเรื่องอาหารยังไม่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกันในการรักษาจะต้อง